ในเดือนสิงหาคม ริมทะเลสาบเตียนฉือเขียวชอุ่มไปด้วยพรรณไม้ ภายในตลาดของงานเทศกาลวัฒนธรรมกาแฟนานาชาติเตียนฉือ 2026 กลิ่นหอมของกาแฟนานาชนิดลอยประสานกันอยู่ในอากาศ ท่ามกลางบูธมากมาย มีเต็นท์กันแดดสีเรียบหลังหนึ่งโดดเด่นเป็นพิเศษ ผ้าทอมือสามสี—แดง น้ำเงิน และขาว—ห้อยลงมาเป็นม่านและพลิ้วไหวเบา ๆ ตามแรงลม ผ้าปูโต๊ะทอลวดลายแบบไทยดั้งเดิม ขณะที่หม้อต้มกาแฟโมคาพอตแบบเก่าสีเงินวาวส่งเสียงซู่เบา ๆ อยู่บนเตาพกพา มาฮา (Mhaa) เจ้าของร้านโพกศีรษะด้วยผ้าทอ ก้มตัวลงปรับระดับไฟอย่างใจเย็นและจดจ่อ ทุกการเคลื่อนไหวของเธอดูเนิบช้าแต่เปี่ยมด้วยความชำนาญ
บูธของมาฮา (Mhaa) ประดับด้วยผ้าทอมือสีแดง น้ำเงิน และขาว ห้อยเป็นม่านพลิ้วไหวเบา ๆ ตามสายลม ภาพโดยผู้สื่อข่าว ถาน สือเยี่ยน
บูธของเธอใช้ชื่อว่า “My Moka Coffee” มาจากจังหวัดเชียงใหม่ ประเทศไทย บนป้ายร้านมีถ้อยคำประจำแบรนด์อันอบอุ่นว่า “รังสรรค์จากจิตวิญญาณแห่งเชียงใหม่” ที่นี่ไม่มีอุปกรณ์หวือหวาและไม่มีการตกแต่งซับซ้อน มีเพียงผ้าแคนวาสสองผืนแขวนอยู่คนละด้าน ผืนหนึ่งบอกเล่าจุดเริ่มต้นและความตั้งใจของแบรนด์ อีกผืนเขียนไว้ว่า “เรื่องราวกาแฟจากขุนเขา” เครื่องบดกาแฟแบบมือหมุนมีร่องรอยจากการใช้งานมายาวนาน เมนูกระดาษคราฟต์เขียนรายการเครื่องดื่มและราคาไว้เรียบง่าย ส่วนป้ายด้านข้างอธิบายรายละเอียดของเมล็ดกาแฟจากแหล่งปลูกดอยช้าง (Doi Chang) ของครอบครัว บูธเล็ก ๆ แห่งนี้ราวกับยกมุมหนึ่งของขุนเขาเชียงใหม่มาไว้ตรงหน้า เรียบง่าย แต่เต็มไปด้วยความอบอุ่นที่สัมผัสได้
ผู้สูงวัยผมสีเงินคนหนึ่งหยุดยืนหน้าบูธ มาฮา เจ้าของร้าน ยิ้มพร้อมยกมือไหว้ทักทายตามธรรมเนียมไทย ภาพโดยผู้สื่อข่าว ถาน สือเยี่ยน
“สวัสดีค่ะ” เมื่อเห็นใครหยุดมอง มาฮาจะยกมือไหว้พร้อมรอยยิ้ม ทุกครั้งที่ชงกาแฟ เธอจะค่อย ๆ ชั่งเมล็ด เติมน้ำ และเฝ้ารอกาแฟค่อย ๆ ไหลขึ้นจากหม้อต้มโมคาพอตอย่างสงบ หากมีใครถามถึงเมล็ดกาแฟ เธอจะหยิบถุงตัวอย่างที่วางอยู่ข้างมือขึ้นมา ชี้ไปยังภาพฟาร์มบนถุงพร้อมอธิบายอย่างไม่รีบร้อนว่า “นี่คือเมล็ดกาแฟจากไร่บนภูเขาสูงของครอบครัวฉัน ปลูกแบบออร์แกนิกค่ะ”
ความเนิบช้าเช่นนี้เอง คือเสน่ห์ที่โดดเด่นที่สุดของกาแฟของเธอ
เมล็ดกาแฟทั้งหมดของมาฮามาจากไร่ของครอบครัวในพื้นที่ภูเขาดอยช้าง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งครอบครัวของเธอสืบทอดการปลูกกาแฟอาราบิก้ามาหลายชั่วอายุคน เป็นเวลาหลายสิบปี พื้นที่เพาะปลูกแห่งนี้อยู่ในเขตที่ได้รับการคุ้มครองสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) ยึดหลักการเพาะปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และยังคงใช้กรรมวิธีแปรรูปแบบเปียกหรือแบบล้าง (Washed Process) ตามวิถีดั้งเดิมของชุมชนบนภูเขา โดยทุกขั้นตอนดำเนินการด้วยมือของเกษตรกรในท้องถิ่น การสัมภาษณ์ครั้งนี้ดำเนินเป็นภาษาอังกฤษ และเมื่อพูดถึงสิ่งที่เธอยึดมั่น มาฮากล่าวด้วยน้ำเสียงจริงจังว่า ในอดีตนานมาแล้ว หมู่บ้านบนภูเขายังไม่มีไฟฟ้า หากอยากดื่มกาแฟ ทุกขั้นตอนล้วนต้องทำด้วยมือ เหตุที่เธอยังคงใช้โมคาพอตชงกาแฟด้วยมือและใช้เครื่องบดแบบมือหมุน ก็เพราะต้องการเก็บรักษารสชาติแบบดั้งเดิมที่สุดเอาไว้—ไม่พึ่งพาไฟฟ้า ไม่ไล่ตามความรวดเร็ว มีเพียงการรักษารสแท้ของกาแฟให้คงอยู่
ผ้าแคนวาสที่แขวนอยู่ภายในบูธบอกเล่าแนวคิดการปลูกกาแฟจากแหล่งดอยช้าง ตลอดจนเจตนารมณ์ตั้งต้นในการก่อตั้งแบรนด์ ภาพโดยผู้สื่อข่าว ถาน สือเยี่ยน
“ความช้า” นี้ยังเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในชีวิตของเธออีกด้วย ในช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 เมื่อปี 2020 มาฮาต้องสูญเสียงานเดิมไป เธอจึงเริ่มตั้งแผงกาแฟเล็ก ๆ ริมถนนในเขตเมืองเก่าเชียงใหม่ “ตอนนั้นฉันรู้สึกว่าตัวเองเล็กมาก ไม่รู้เลยว่าสิ่งที่ทำจะมีใครยอมรับหรือชื่นชอบหรือเปล่า” เธอกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า ในช่วงเวลาที่ยากลำบากที่สุด กาแฟที่เธอค่อย ๆ ต้มขึ้นทีละแก้วนั่นเองที่ช่วยประคองให้เธอเดินหน้าต่อ จากแผงเล็ก ๆ ริมถนนสู่ร้านเล็กในตรอก My Moka Coffee ดำเนินมาเป็นปีที่เจ็ด และค่อย ๆ กลายเป็นมุมพักใจของคนทำงาน นักเดินทาง และเพื่อนบ้านในละแวกนั้น “ที่นี่ไม่ใช่แค่ร้านกาแฟ แต่เป็นสถานที่ที่ผู้คนสามารถหยุดพัก เป็นชุมชนเล็ก ๆ ที่เต็มไปด้วยความอบอุ่น” ข้อความบนผ้าแขวนนี้สะท้อนภาพของร้านกาแฟในอุดมคติที่มาฮาอยากให้เป็นอย่างแท้จริง
สายสัมพันธ์ของเธอกับนครคุนหมิงเริ่มต้นขึ้นเมื่อสามปีก่อน หลังได้รับเชิญให้เข้าร่วมงานเทศกาลวัฒนธรรมกาแฟนานาชาติเตียนฉือ ตั้งแต่ครั้งแรกที่ได้มาตั้งร้านในตลาดริมทะเลสาบเตียนฉือ เธอก็หลงรักเมืองแห่งนี้ “คุนหมิงเหมือนบ้านหลังที่สองของฉันจริง ๆ ค่ะ” ปีนี้เมื่อเธอกลับมาตามคำเชิญอีกครั้ง ลูกค้าประจำที่รู้จักกันตั้งแต่ปีก่อนต่างตั้งใจแวะมาหา บางคนถึงกับเรียนภาษาไทยสั้น ๆ เพื่อใช้ทักทายเธอ ขณะที่บางคนนำเมล็ดกาแฟท้องถิ่นมาแลกเปลี่ยนและชิมรสชาติกัน
ภายในบูธ My Moka Coffee อุปกรณ์ชงกาแฟแบบดั้งเดิมถูกจัดเรียงไว้อย่างเป็นระเบียบ ขณะที่มาฮา เจ้าของร้าน กำลังพูดคุยกับเพื่อนที่แวะมาหา ภาพโดยผู้สื่อข่าว ถาน สือเยี่ยน
ระหว่างช่วงพักการสัมภาษณ์ หญิงสาวสองคนเดินเข้ามาที่หน้าร้านและยิ้มพลางกล่าวกับเธอว่า “สวัสดีค่ะ” ดวงตาของมาฮาเป็นประกายขึ้นทันที ก่อนจะตอบกลับเป็นภาษาไทยด้วยความเป็นกันเอง ทั้งสามคนพูดคุยกันอย่างออกรส ตั้งแต่รสชาติของกาแฟไปจนถึงสภาพอากาศที่เชียงใหม่ แม้จะมีเพียงเคาน์เตอร์กาแฟเล็ก ๆ คั่นกลาง แต่บรรยากาศกลับเหมือนเพื่อนเก่าที่ไม่ได้พบกันมานาน “แบบนี้ก็เหมือนการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมค่ะ ฉันได้ฝึกภาษาจีน ส่วนพวกเธอก็ได้ฝึกภาษาไทย สนุกมาก” เธอกล่าวพร้อมรอยยิ้ม ทุกครั้งที่มาคุนหมิง เธอมักได้รับกำลังใจมากมาย และเมื่อกลับประเทศไทยแล้วนึกถึงน้ำใจเหล่านี้อีกครั้ง ก็ยิ่งรู้สึกว่าสิ่งที่ตนทำอยู่นั้นมีคุณค่าอย่างแท้จริง
สำหรับมาฮา กาแฟไม่เคยเป็นเพียงเครื่องดื่ม “กาแฟทุกแก้วถูกชงขึ้นด้วยความตั้งใจและความเรียบง่าย และภายในนั้นยังแฝงไว้ด้วยความเคารพต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟที่อยู่เบื้องหลังเมล็ดกาแฟทุกเมล็ด” ถ้อยคำที่พิมพ์ไว้อย่างเด่นชัดที่สุดบนผ้าแขวนนี้ คือหลักการที่เธอยึดมั่นมาโดยตลอด
เมล็ดกาแฟของเธอรับซื้อโดยตรงจากเกษตรกรในพื้นที่ภูเขาโดยไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง และสร้างความร่วมมือระยะยาวบนพื้นฐานของความไว้วางใจและความเป็นธรรม เธอไม่ได้พยายามบังคับให้เกษตรกรเปลี่ยนวิธีเพาะปลูกแบบดั้งเดิม แต่เลือกที่จะปกป้องภูมิปัญญาที่เติบโตมาจากผืนดิน ด้วยเหตุนี้ กาแฟของเธออาจไม่ได้ตรงตาม “มาตรฐานกาแฟสเปเชียลตี้” ที่นิยามโดยระบบอุตสาหกรรมทุกประการ แต่กลับมีทั้งความอบอุ่นจากสองมือและกลิ่นอายของขุนเขาอยู่ในนั้น—รสชาติเข้มข้น หนักแน่น ช่วงท้ายมีความหวานคล้ายคาราเมลและถั่ว ก่อนทิ้งรสสัมผัสบางเบาของควันและกลิ่นพืชพรรณไว้ในความทรงจำ
“แม้แต่ในประเทศไทยเอง ก็ยังไม่ค่อยมีเทศกาลกาแฟขนาดใหญ่เช่นนี้ ที่สามารถรวบรวมร้านกาแฟนับร้อยร้านมาอยู่ด้วยกันได้” เมื่อพูดถึงงานเทศกาลวัฒนธรรมกาแฟนานาชาติเตียนฉือในปีนี้ มาฮาเอ่ยชื่นชมไม่ขาดปาก ในสายตาของเธอ งานนี้ไม่ได้เป็นเพียงการรวมตัวของผู้คนในวงการกาแฟ แต่ยังเป็นสะพานที่เชื่อมโยงวัฒนธรรมจากต่างพื้นที่เข้าหากัน ทุกปีเธอนำเมล็ดกาแฟของครอบครัวจากไทยมาคุนหมิง และเมื่อเดินทางกลับ กระเป๋าของเธอก็มักเต็มไปด้วยเมล็ดกาแฟจากยูนนาน การเดินทางไปและกลับเช่นนี้จึงเป็นทั้งการแลกเปลี่ยนรสชาติ และการโอบกอดกันของวัฒนธรรม
เมื่อดวงอาทิตย์ค่อย ๆ คล้อยต่ำ ผู้คนหน้าบูธยังคงแวะเวียนมาไม่ขาดสาย มาฮาหยิบโมคาพอตขึ้นมาอีกครั้ง ตัวหม้อสะท้อนแสงยามเย็น ขณะที่กาแฟบนเตาค่อย ๆ ดันตัวสูงขึ้นช้า ๆ และกลิ่นหอมลอยกระจายไปตามสายลม เมื่อมีคนถามว่าในอนาคตเธอจะกลับมาอีกหรือไม่ เธอพยักหน้าโดยไม่ลังเล “ถ้ามีโอกาส ฉันจะกลับมาอีกแน่นอนค่ะ เราไม่มีทางรู้ว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร แต่ฉันพร้อมเสมอที่จะเดินทางกลับมาที่นี่”
สำหรับมาฮา การนัดหมายผ่านกาแฟที่เดินทางข้ามขุนเขาและผืนน้ำครั้งนี้ ได้ก้าวข้ามความหมายของการทำธุรกิจไปนานแล้ว มันคือการพบกันระหว่างสายลมจากขุนเขาเชียงใหม่กับหมู่เมฆเหนือทะเลสาบเตียนฉือ เป็นการบรรจบกันของความประณีตที่ยอมช้าลงกับน้ำใจอันจริงใจ และกาแฟโมคาทุกแก้วที่เธอยื่นส่งถึงมือลูกค้า ก็เปรียบเสมือนจดหมายอุ่น ๆ ฉบับหนึ่งที่ส่งตรงมาจากเชียงใหม่ (สำนักข่าว Kunming Information Hub / ผู้สื่อข่าว ถาน สือเยี่ยน)
คลิกที่นี่เพื่อดูรายงานภาษาจีน
(บรรณาธิการ: พลอย)




